เปรียบเทียบแพ็คเกจ, ราคา

GPS ติดตามยานพาหนะ

ที่ตอบโจทย์ความต้องการคุณ

Loading

เคลม รถ ประกันชั้น 1 อย่างไรให้ได้ผล

อุบัติเหตุบนท้องถนนคงไม่มีใครอยากให้เกิด เพราะทำให้เสียทรัพย์ เสียเวลาอาจทำให้บาดเจ็บเล็กน้อยไปจนถึงขั้นร้ายแรงทำให้เสียชีวิตได้ แต่เมื่อประสบเหตุแล้วก็ต้องมีสติให้มากที่สุดพยายามคิดหาทางออก อย่าปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เพราะบางทีปัญหาง่าย ๆ สำหรับคนที่ขาดสติแล้วอาจทำให้ยุ่งยากมายิ่งขึ้นเมื่อใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ

อย่างการ เคลม รถ ถ้ามั่นใจว่ารถของคุณทำประกันชั้น 1 ไว้บอกได้เลยว่าสบายมากสำหรับการเคมประกัน เพราะประกันชั้น 1 ไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องนี้เท่าใดนัก จะมีก็แต่ประวัติการเคลมที่เสียไปในช่วงปลายปีที่ต้องซื้อประกันใหม่เท่านั้นเอง ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาเท่าใดกับส่วนลดไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ที่จะกล่าวต่อไปนี้จะบอกถึงวิธีการเคลมแบบมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณีไว้ให้ท่านได้ศึกษาเวลาประสบเหตุจะได้มีสติในการตัดสินปัญหาได้

1. การ เคลม รถ แบบมีคู่กรณี

การเคลมประกันแบบมีคู่กรณีสำหรับประกันชั้น 1 ด้วยแล้ว เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ๆ ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อไปเจอคู่กรณีที่มีประกันชั้น 1 แบบเดียวกัน เมื่อท่านประสบเหตุโดยที่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต ให้ท่านนำเอกสารชนแล้วแยกมากรอกรายละเอียดของคู่กรณีไม่ว่าฝ่ายไหนจะผิดหรือถูก ถ่ายรูปในภาพรวมของการเกิดอุบัติเหตุในระยะไกลและใกล้ทุกมุมมอง ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ซ้ายและขวา แล้วเคลื่อนย้ายรถเพื่อรอเจ้าหน้าที่หรือแลกเอกสารกัน ต่างคนต่างแยกย้ายเป็นอันจบ แล้วนำเอกสารส่งต่อให้บริษัทประกันแล้วรอรับใบเคมจากบริษัทประกันเพียงเท่านี้ก็จบการเคลมแบบชนแล้วแยกแล้ว ที่เหลือก็เพียงแต่นำรถไปเข้ารับการบริการซ่อมสี เคาะ ปะ ผุ ตามอู่หรือซ่อมห้างตามแต่ที่ตกลงกับบริษัทประกันภัยไว้

2. เคลมแบบไม่มีคู่กรณี ทำอย่างไร

        หลายคนอาจจะกังวลเวลาที่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนเล็ก ๆ น้อย ๆ โดนเฉพาะใครที่ใช้รถในเมืองหลวงหรือหัวเมืองขนาดใหญ่ ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีการใช้งานรถบนท้องถนนที่มากด้วยปัญหารถติด จึงทำให้เกิดการเฉี่ยวชนกันง่ายขึ้น ถ้ามีคู่กรณีก็สามารถที่จะจบด้วยขั้นตอนที่ 1 ที่กล่าวมา แต่ถ้าไม่มีคู่กรณีคงทำให้หลายคนอารมณ์เสียไม่ใช่น้อย อย่างเช่น ในขณะที่รถกำลังจอดเมื่อรถติดไฟแดงอยู่นั้น ก็มีมอเตอร์ไซค์วิ่งซอกแซกมาทางด้านข้างแล้วเฉี่ยวชนรถในด้านข้างหรือกระจกมองข้างรถได้รับความเสียหาย สุดท้ายก็หนีไม่รับผิดชอบ เจ้าของรถยนต์ได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ จะจดเลขทะเบียนไว้ก็ไม่ทัน ทำให้อารมณ์เสียไปตาม ๆ กัน แต่ช้าก่อน! อย่าไปหงุดหงิดให้อารมณ์เสียเลย แค่ทำตามดังนี้

  •   แจ้งศูนย์รถที่ซื้อมา แล้วแจ้งว่าจะเอารถเข้ารับการซ่อม จากนั้นเจ้าหน้าที่จะสอบถามว่ารถไปโดนอะไรมา แล้วทางศูนย์รถจะแจ้งบริษัทรับประกันเพื่อขอหมายเลข เคลม รถ กลับมา กรณีนี้เจ้าของรถต้องทำประกันการเคลมที่ศูนย์รถเท่านั้น เพราะหากเป็นที่อู่อาจจะทำให้ทางอู่อธิบายกับทางบริษัทประกันยากสักหน่อย
  • แจ้งบริษัทประกันภัยโดยตรง เพื่อขอเลขใบเคมในการนำรถเข้ารับการซ่อมแซม ซึ่งมีวิธีในการแจ้งต่อไปนี้

        แจ้งเจ้าหน้าที่รับเคลม ถึงเหตุผลที่โทรมา แล้วบอกวัน เวลาที่เกิดเหตุ ซึ่งหากเรื่องที่เกิดผ่านมาหลายวัน ก็ให้แจ้งว่าเกิดเหตุในวันที่ใกล้เคียงวันที่แจ้งมากที่สุดหรือแจ้งวันที่เกิดเหตุตรงกับวันที่โทรหาเจ้าหน้าที่ เพราะบางครั้งเจ้าหน้าที่อาจไม่รับแจ้งเพราะเหตุที่เกิดนานเกินไปและไม่ให้เคลมก็เป็นได้ ด้วยเหตุผลที่คุณเองไม่รักษาผลประโยชน์ของตนเองและปล่อยให้ล่วงเลยมานาน

แจ้งการเกิดอุบัติเหตุว่าขับรถไปชนอะไรมา จะกำแพง ต้นไม้ ฟุตบาทหรือกระถางต้นไม้ โดยห้ามบอกว่าโดนชนแล้วหนีเป็นอันขาด เพราะทางประกันอาจไม่รับเคมก็เป็นได้ ทางที่ดีชนสิ่งไม่มีชีวิตดีที่สุด

 การแจ้ง เคลม รถ สามารถแจ้งเคมได้ทั้งคัน ไม่ว่าจะเกิดเหตุนานเท่าใด เพียงแต่ต้องแจ้งให้ใกล้วันที่รับแจ้งมากที่สุดและห้ามบอกว่าชนแล้วหนีนั่นเอง

ใบเคลมที่ได้รับมาจะมีกำหนดวันหมดอายุ เจ้าของรถไม่จำเป็นต้องเข้ารับเคมในทันที ค่อย ๆ คิดและวางแผน เพราะเมื่อนำรถเข้าเคลมแล้วจะใช้เวลาในการทำสีอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ซึ่งจะทำให้คุณไม่มีรถใช้ไปทำงานได้

เมื่อวางแผนการเข้ารับซ่อมได้แล้ว ให้ไปติดต่ออู่หรือศูนย์รถ เพื่อยื่นเอกสารใบเคมแล้วรับเอกสารใบรับรถกลับมา เพียงเท่านี้ก็จบกระบวนการเคลมเป็นที่เรียบร้อย ที่เหลือก็รอทางอู่หรือศูนย์รถติดต่อกลับมาเพื่อไปรับรถเท่านั้นเอง

จะเห็นได้ว่าการ เคลม รถ ไม่ยากอย่างที่คิด ขอให้เจ้าของรถมีสติก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว ไม่ใช่พอไม่มีคู่กรณีก็ไม่กล้าที่จะแจ้งกับทางบริษัทประกันภัย ทำให้เสียโอกาสและขับรถที่เป็นรอยไปตลอด บางทีอารมณ์เสียถึงขั้นพาลคนรอบข้างหรือไล่ตามคู่กรณีอย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งอาจส่งผลให้ได้รับอุบัติเหตุที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นได้ ทำให้มีผลเสียตามมาอีกมาก การใช้รถใช้ถนนของทุกคน คงไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุแต่เมื่อเกิดแล้วก็ต้องทำใจรับสภาพและตั้งสติในการแก้ไขปัญหาจะดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า “สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา”