กฎหมายรถบรรทุก และสิ่งที่จำเป็นต้องรู้

         กฎหมายคือสิ่งที่ใกล้ตัวกับทุก ๆ คนตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านมาใช้ถนน หรือแม้แต่ทางเท้าทุกคนก็เกี่ยวข้องกับกฎหมายจราจรแล้ว และต้องยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยต่อตนเองและผู้ร่วมเดินทาง ไม่อย่างนั้นแล้วอาจจะได้รับการลงโทษทั้งจากผู้บังคับใช้กฎหมายและทางสังคมได้ กฎหมายถือเป็นข้อบังคับให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข รู้จักเคารพสิทธิ์ของตนเองและผู้อื่น ภายใต้ระบบระเบียบแบบเดียวกันหรือแม้แต่กฎหมายที่อาจจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลเฉพาะ เช่น กฎหมายรถบรรทุก แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับใครหลาย ๆ คนแต่ก็จำเป็นที่ทุกคนต้องรู้เพื่อในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีเกี่ยวข้องกันโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกฎหมายนี้ ลองมาศึกษาไปพร้อม ๆ กันดังนี้

กฎหมาย GPS ติดตามรถ

         ปัจจุบันกรม การขนส่งทางบก มีประกาศใช้ให้รถบรรทุกที่มีขนาด 10 ล้อขึ้นไป, รถหัวลากและรถโดยสารสาธารณะทั้งประจำทางและไม่ประจำทาง จำเป็นจะต้องติดตั้งระบบ GPS โดยเฉพาะในปี 2562 นี้ทางกรมขนส่งประกาศแล้วว่ารถบบรทุกขนส่งที่เข้าข่าย จะต้องติดตั้ง GPS ให้แล้วเสร็จทุกคัน เนื่องจากมีการประกาศบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา แต่ด้วยที่เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง ทางกรมขนส่งจึงยืดระยะผ่อนผันให้ผู้ประกอบการได้สามารถหาผู้ติดตั้ง GPS ที่ราคาสมเหตุสมผล และเพื่อให้ระบบ GPS มีความเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น เพราะระบบ GPS จะต้องมีการเชื่อมข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถที่กรมการขนส่งเป็นผู้จัดตั้งขึ้น หากไม่มีถือว่าตั้งใจกระทำผิดกฎหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งประเด็นของกฎหมาย GPS นี้จะกล่าวถึงการจัดส่งรายงานความเร็วของรถ, ระยะเวลาในการขับรถ, ระยะเวลาในการจอดพักตรงตามกำหนดหรือไม่ ซึ่งถือว่า กฎหมายรถบรรทุก ฉบับนี้มีผลดีต่อพนักงานขับรถเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการหลับในได้

กฎหมายการบรรทุกน้ำหนักรถ

         รถบรรทุกตามความหมายก็คือ รถเพื่อใช้ในการบรรทุก แต่จะบรรทุกได้เท่าไรตรงนี้ก็มีกฎหมายออกมารองรับ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องถนนทรุด ถนนพังเนื่องจากการบรรทุกหนักเกินขนาดที่กำหนด ดังจะเห็นได้จากถนนหลักที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัด เลนซ้ายสุดที่บังคับให้รถบรรทุกวิ่งเท่านั้น สังเกตได้ว่าถนนจะไม่ราบเรียบ เป็นหลุมเป็นบ่อพื้นผิวขรุขระ ทำให้ผู้ร่วมเดินทางขับผ่านมาเกิดความเสียหาย หรือเสียหลักทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ กฎหมายรถบรรทุก ฉบับนี้ทำขึ้นมาเพื่อตกลงร่วมกันจากหลายฝ่ายคือ การรถไฟแห่งประเทศไทย, การท่าเรือ องค์กรสหพันธ์ขนส่งทางบก โดยมีการจำกัดน้ำหนักรถบรรทุกร่วมกันในปี 2535 มีดังนี้

         รถบรรทุก 4 ล้อ อนุญาตบรรทุกไม่เกิน 9,500 กก.รวมน้ำหนักรถ

         รถบรรทุก 6 ล้อ อนุญาตบรรทุกไม่เกิน 15,000 กก.รวมน้ำหนักรถ

         รถบรรทุก 10 ล้อ อนุญาตบรรทุกไม่เกิน 25,000 กก.รวมน้ำหนักรถ

         รถพ่วง 6 เพลา 20 ล้อ อนุญาตบรรทุกไม่เกิน 50,500 กก.รวมน้ำหนักรถ

โดยในแต่ละเส้นทางหลักของประเทศจะมีด่านตรวจและชั่งน้ำหนักเป็นระยะ หากรถบรรทุกคันไหนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ได้วางไว้ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในรูปแบบค่าปรับอัตราทบทวี หากกระทำผิดครั้งแรกปรับ 10,000 บาท หากมีการตรวจจับครั้งที่ 2 ปรับ 30,000 บาทและโทษปรับสูงสุดคือ 100,000 บาท โดยจะปรับทั้งบริษัทผู้ว่าจ้าง บริษัทรับจ้างขนส่งและบริษัทปลายทางที่รับสินค้าด้วย

กฎหมายและข้อบังคับการติดตั้งแผ่นสะท้อนแสง

         ด้วยขนาดของรถบรรทุกที่มีขนาดใหญ่ ทำให้รถขนาดเล็กที่ขับตามหลังโดนบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้า ทำให้โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงมีสูงมาก จึงทำให้กรมการขนส่งทางบกออกกฎหมายขึ้นมาเพื่อบังคับใช้ให้รถบรรทุกทุกคนติดตั้งแผ่นสะท้อนแสง และกำหนดคุณสมบัติของแผ่นสะท้อนแสงตามกฎหมายดังต่อไปนี้ คุณสมบัติของแผ่นสะท้านแสงจะต้องมองเห็นในระยะ 150 เมตร การติดตั้งจะต้องติดตั้งให้ครบทั้ง 3 ด้านคือด้านรถข้างซ้ายและขวาด้านหลังรถ ตรงแถบสะท้อนแสงต้องใช้สีเหลืองกับสีขาว ส่วนด้านหลังรถให้ใช้สีเหลืองและสีแดงเท่านั้น สำหรับตำแหน่งที่ติดตั้งต้องอยู่กึ่งกลางพอดีและขนาดที่ติดตั้งความยาวต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของรถและไม่เกิน 2 ใน 3

กฎหมายควบคุมอุปกรณ์ล็อกรถ

         รถบรรทุกขนส่งมีหลายขนาด หลายรูปแบบแตกต่างกันตามแต่ละการใช้งานสำหรับตู้คอนเทนเนอร์เมื่อถูกบรรทุกจะต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งของภายในเกิดการร่วงหล่น โดยเฉพาะของเหลว จะต้องไม่เกิดการรั่ว ซึม ออกมาได้เพื่อความปลอดภัยของรถที่ขับตามมาทางด้านหลัง รวมถึงตู้คอนเทนเทอร์เอง ก็จะมีสลัก ล็อค ต่าง ๆ และระหว่างการขนส่งจะต้องใส่สลักล็อคให้เรียบร้อยก่อนการเดินทาง เพื่อป้องกันตู้คอนเทนเนอร์ล้มทับ หลุดออกนอกตัวรถ ดังเช่นเคยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมาแล้วซึ่งถือว่าเป็น กฎหมายรถบรรทุก ที่มีผู้ขับขี่กระทำผิดมากเป็นลำดับต้น ๆ เพราะในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ ก็จะมีเฉพาะตู้คอนเทนเนอร์เท่านั้นที่พลิกตกลงไปให้เกิดความเสียหาย แต่ตัวรถไม่เป็นอะไร ซึ่งหากผู้ขับขี่รถตระหนักถึงความปลอดภัยของเพื่อนร่วมทางแล้ว ก็จะเป็นการดีเมื่อเกิดเหตุจะได้ไม่ส่งผลต่อผู้ร่วมใช้ถนนอีกด้วย แม้การตรวจติดตามจับกุมผู้กระทำผิดจะทำได้ยากลำบาก เนื่องจากปริมาณรถมีมากกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและหากมีการตั้งด่านตรวจ พนักงานขับรถก็จอดก่อนถึงด่านแล้วลงไปล็อคสลักเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่จับในขณะวิ่งมาที่ด่าน ในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางเขตมีการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยก็จะช่วยตรวจตราระบบล็อคก่อนที่รถบรรทุกจะเข้าไปส่งสินค้าในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีมากที่มีภาคเอกชนให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่และผู้ร่วมใช้ถนน

         กฎหมายต่าง ๆ แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับเราโดยตรงแต่ก็สามารถส่งผลกระทบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมเมื่อกลุ่มบุคคลที่ถูกกฎหมายบังคับใช้มามีส่วนร่วมในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะบนท้องถนนที่ถือว่าเป็นสถานที่ที่ทุกคนเกี่ยวข้องมากที่สุด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรู้ กฎหมายรถบรรทุก ที่ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์เมื่อต้องได้รับประสบเหตุ เช่น ถนนชำรุด รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องมากมาย เช่น ผู้ขับขี่ บริษัทผู้ว่าจ้างขนส่ง บริษัทผู้รับจ้างขนส่งและบริษัทผู้รับสินค้า หากมีกระทำผิดก็จะได้รับโทษปรับในจำนวนเงินที่สูง ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ จึงควรจะศึกษาและเคารพกฎหมายที่ได้มีการบอกกล่าวกันไว้ตั้งแต่แรก  สามารถติดตามบทความเพิ่มเติมได้ ที่นี่..

More To Explore