ธุรกิจขนส่ง กับรถ Cargo Truck ที่ต้องใช้ระบบ GPS

Cargo Truck คือ รถบรรทุกที่มีขนาดใหญ่ สามารถบรรทุกสินค้าได้คราวละมาก ๆ หรือบรรทุกสินค้าที่มีขนาดใหญ่ เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรต่าง ๆ ที่รถบรรทุกขนาดเล็กไม่สามารถขนย้ายแทนได้หรือบางที่จะเรียกว่ารถหัวลาก เพราะบางมีแต่ส่วนหัว ส่วนที่บรรทุกก็จะเป็นลักษณะตู้คอนเทนเนอร์ที่สามารถใส่ของในปริมาณที่มากได้

รถบรรทุกขนาดใหญ่เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการการส่งสินค้าในปริมาณที่มากหรือเป็นการส่งสินค้าแบบศูนย์กระจายสินค้า ที่ผู้ขายรายใหญ่ ๆ ที่ต้องการส่งสินค้า ก็มาติดต่อส่งสินค้าที่ศูนย์กระจายสินค้า จากนั้นจะมีรถบรรทุกที่คอยรวบรวมสินค้าในปริมาณมาก ๆ ไปส่งต่อให้ร้านค้าในที่ไกล ๆ ได้ เช่น ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีสาขากระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เมื่อผู้ค้าต้องการส่งสินค้าที่เป็นสบู่ไปกระจายให้กับทุกจังหวัดทางภาคเหนือ ซึ่งมีสาขาประมาณ 1,000 สาขา ก็ต้องอาศัยรถบรรทุกขนาดใหญ่ในการขนสินค้าไปเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้าไปกระจายให้ครบ 1,000 สาขา

ในอดีตมีความกังวลเกี่ยวกับสินค้าที่ส่งไปขายกันมาก เพราะกลัวว่าคนขับรถจะนำไปส่งไม่ครบหรือลักลอบนำไปขายต่อที่อื่น จึงนำมาซึ่งการใช้ระบบติดตามรถยนต์ GPS ที่จะทำให้สามารถติดตามการเคลื่อนไหวของรถ Cargo Truck ได้ จึงเกิดการลงทุนในเทคโนโลยีชนิดนี้ขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่า เช่น สุรา เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น เมื่อนำรถขนส่งขนาดใหญ่มาใช้งานแล้ว ก็ต้องรู้จักกฎหมาย GPS ที่ใช้สำหรับติดตั้งในรถบรรทุกขนาดใหญ่ด้วย เพื่อที่จะปฏิบัติได้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดมา

เพราะนอกจาก GPS จะสามารถใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของรถบรรทุกแล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้อีกดังนี้

  1. แสดงข้อมูลการเดินรถ

นอกจาก GPS จะสามารถใช้ตรวจสอบการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับรถแล้วยังสามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลการเดินรถ เพราะที่จะได้รู้ว่ารถบรรทุกที่ไปส่งของมีการขับออกนอกเส้นทางหรือไม่ แวะพักในจุดที่กำหนดและระยะเวลาการพักครบตามเวลาไหม หากมีการขับออกนอกเส้นทาง ทางศูนย์ที่ควบคุมรถก็จะสามารถสั่งการได้ทัน โดยเฉพาะหากมีการขนส่งสินค่าที่มีมูลค่าสูงแล้วคนขับเกิดทุจริตนำสินค้าไปขายต่อเองด้วยการขับรถออกนอกเส้นเพื่อข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทางศูนย์ก็จะรายงานและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดจับไว้ได้ทัน เนื่องจากการทำงาน GPS ในปัจจุบันเป็นการทำงานแบบ Real Time แล้ว

  1. ควบคุมความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด

เนื่องจากรถ Cargo Truck เป็นรถบรรทุกที่มีการขนส่งสินค้าที่มีปริมาณมาก อีกทั้งบางอย่างมีมูลค่าที่สูง จึงทำให้ศูนย์ส่วนกลางในการควบคุมรถสามารถที่จะกำหนดและตรวจสอบความเร็วของรถบรรทุกได้ เพื่อความปลอดภัยในตัวสินค้าจากการเกิดอุบัติเหตุและตัวรถได้ อีกทั้งยังสามารถกำหนดความเร็วไม่ให้ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้

  1. สามารถระบุเวลาในการส่งสินค้าได้

เมื่อ GPS สามารถที่จะควบคุมความเร็วของรถได้ ก็จะสามารถแจ้งเวลาที่สินค้าจะไปถึงลูกค้าได้เช่นกัน เนื่องจากมีการคำนวณระยะทางกับความเร็วรถที่ใช้ว่าจะสามารถถึงก่อนหรือตรงตามเวลานัดหมายได้ โดยที่ลูกค้าไม่เป็นจะต้องมายืนคอยให้เสียเวลา เพราะหากสินค้าใกล้ถึงลูกก็จะมีระบบโทรบอกแจ้งว่าสินค้ามาถึงที่หมายแล้วให้ลงมารับสินค้าด้วย

  1. สามารถระบุสถานะของรถส่งสินค้าได้

เนื่องจากการทำงานของระบบ GPS เป็นการทำงานแบบเรียลไทม์ จึงทำให้ลูกค้าตรวจสอบการเดินรถได้ เช่น รถขนส่งออกเดินทางจากศูนย์กระจายสินค้าที่จังหวัดปทุมธานี เมื่อเวลา 3.00 น. เพื่อไปส่งของจังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้เวลา 8.00 น.  ลูกค้าต้องการเช็คว่ารถมาถึงไหนแล้ว สามารถเช็คข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันในมือถือแล้วตรวจสอบผ่าน code ที่ได้รับจากระบบก็จะทราบได้ว่าตอนนี้รถกำลังวิ่งอยู่บนถนนหมายเลข 1 ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร ทำให้รู้ว่าว่าอีกนานแค่ไหนรถถึงจะมาถึง สามารถไปทำกิจกรรมอื่น ๆ รอได้

  1. ควบคุมพฤติกรรมพนักงานขับรถ

ในปัจจุบันนอกจากระบบ GPS ที่ใช้ติดตั้งในรถ Cargo Truck แล้วยังมีระบบกล้องวงจรปิดแบบ Real Time ที่สามารถติดตั้งบนรถบรรทุกได้อีกด้วย เพื่อใช้ในการบันทึกเหตุการณ์ของคนขับรถว่ามีพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่ เช่น ดื่มสุราขณะขับรถ คุยโทรศัพท์ขณะขับรถหรือแม้แต่การรับบุคคลแปลกหน้าขึ้นมาบนรถเพื่อทำการก่อเหตุทุจริต เป็นต้น

  1. จัดเก็บรายงานและดูข้อมูลย้อนหลังได้

เพราะนอกจากระบบ GPS จะสามารถดูการทำงานแบบ Real Time แล้วยังจะสามารถตรวจสอบและดูข้อมูลบันทึกการขับขี่ของพนักงานขับรถย้อนหลังได้อีกด้วย เพื่อใช้ในการจัดส่งรายงานที่ทางกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้กำหนดได้อีกด้วย รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ของพนักงานขับรถที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ใน

ด้วยความสามารถของระบบ GPS และกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งในรถบรรทุกขนาดใหญ่นี้แล้ว ผู้ประกอบการรถขนส่งไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีประโยชน์อย่างมาก ด้วยเพราะรถ Cargo Truck ด้วยตัวของมันเองก็มีมูลค่าหลายล้านบาทอยู่แล้ว ยังไม่นับรวมสินค้าที่ต้องขนส่งไปแต่ละเที่ยวว่ามีมูลค่าขนาดไหน จึงทำให้เกิดการลงทุนติดตั้งระบบนี้ขึ้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของผู้ขับและทรัพย์สินของผู้ขาย จะเห็นได้ว่าค่าติดตั้งอยู่แค่ในระดับหลักพันบาท ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับมูลค่าของสินค้าและรถยนต์บรรทุกนี้

More To Explore