ยางปัดน้ำฝนสำคัญกว่าที่คิด ทำอย่างไรให้ใช้ได้นานๆ

 

รถยนต์ใคร ใครก็รัก คำนี้น่าจะบ่งบอกถึงคนที่มีรถยนต์เป็นของตนเอง เพราะกว่าจะเก็บหอมรอมริบมาได้ถือว่าจะต้องใช้ความพยายามและใช้เวลานานมาก อีกทั้งราคารถปัจจุบันมีราคาแพงมากขึ้นตาม option ที่ใส่เข้าไปในตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Bluetooth กล้องมองหลังหรือแม้แต่การนำเทคโนโลยีประเภท GPS เข้ามาติดตั้งในรถและประยุกต์เป็นระบบ Telematics สิ่งทั้งหลายเหล่านี้สามารถที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงใช้งานให้ความสะดวกสบายดี แต่มีบางอย่างที่ไม่สามารถให้เทคโนโลยีเจ้ามาช่วยหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นได้เลยนั่นคือ ยางปัดน้ำฝน  เพราะเป็นอุปกรณ์ที่หลายคนไม่ค่อยให้ความสนใจหรือแม้แต่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ก็ตามที

เมื่อเป็นอุปกรณ์ที่ไม่สามารถพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยี ก็มีเพียงแต่วิธีที่จะดูแลรักษาและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ชนิดนี้ให้ได้ใช้นานที่สุด เพราะไม่เพียงแต่จะใช้ปัดฝุ่นผงอันเล็กน้อยแล้วยังสามารถช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับขี่เวลาเกิดฝนตกได้เป็นอย่างดี หากแต่ถ้าอุปกรณ์ไม่พร้อมใช้งานก็สามารถอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุก็เป็นได้ ดังนั้นจึงมาเรียนรู้และวิธีการดูแลรักษาที่ปัดน้ำฝนให้อยู่คู่รถไปนาน ๆ ด้วยกันเถอะ

      ก่อนที่จะเลือกซื้อหรือเปลี่ยนยางที่ปัดน้ำฝน ให้มาตรวจสภาพการใช้งานของยางก่อนว่าใช้ได้ต่อไปหรือไม่ ซึ่งมีวิธีสังเกตและตรวจสอบดังนี้

  • ที่ปัดน้ำฝนปัดกระจกรถไม่ใสสะอาด มีรอยเส้นสีดำ
  • กวาดน้ำบนกระจกไม่หมด
  • มีเสียงดัง
  • ยางที่ปัดแข็ง ทดสอบโดยใช้เล็บจิก จะจิกไม่เข้าหรือไม่เป็นรอยเล็บ
  • อายุการใช้งานเกิน 1 ปี

        ที่ปัดน้ำฝนมีมากมายหลายแบบ ทั้งราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักหลายพันแต่ที่เห็นและเปลี่ยนกันบ่อยมากที่สุดคือ ยางปัดน้ำฝน หลายคนที่ซื้อรถใหม่มาจากศูนย์รถก็มักจะไม่เจอปัญหาเพราะของยังใหม่อยู่ แต่ถ้ามีการใช้รถไปสักระยะหนึ่งแล้วเมื่อใช้งานที่ปัดน้ำฝนจะเริ่มรู้สึกได้ว่าปัดไม่ค่อยสะอาด แล้วจะทำการเปลี่ยนต้องทำอย่างไร หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งชุดคือ ก้านที่ปัดน้ำฝนพร้อมยาง ให้เลือกวัสดุที่มีโครงสร้างแข็งแรงและสามารถทนแดด ทนแรงเหวี่ยงได้ดี แล้วทดสอบนำใบปัดมาลองทาบกับกระจกว่าสามารถกดลงแนบชิดกระจกหรือไม่ หากกดไม่สนิทจะใช้งานได้ไม่มีประสิทธิภาพและในส่วนของยางที่ต้องเปลี่ยนกันบ่อย ๆ ก็ให้เลือกที่เนื้อยางที่ดูใหม่และมีคุณภาพ ไม่แข็งสามารถยืดหยุ่นได้ดีหากมีบอกคุณสมบัติก็เน้นที่สามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน

การดูแลรักษาที่ปัดน้ำฝนนั้นควรที่จะดูแลไปพร้อมกับการดูแลกระจกเพราะว่าใช้คู่กันต้อง ถ้ากระจกไม่สะอาดมีคราบยางมะตอยหรือคราบแมลงที่ดูแข็ง ๆ เกาะกับกระจก แล้วต้องการใช้ที่ปัดน้ำฝน ปัดเพื่อทำความสะอาด ยางที่ปัดก็จะปัดไปโดยวัตถุดังกล่าวและหากไม่สามารถปัดออกได้ ก็จะเกิดการเสียดสีเป็นความร้อนทำให้ยางที่ปัดบริเวณนั้นสึกหล่อ ส่วนวิธีการอื่น ๆ มีวิธีดูแลดังนี้

  1. การทำความสะอาด
    เนื่องจากยางที่ปัดเป็นยางที่มีส่วนผสมของยางธรรมชาติ จึงทำให้ใช้ได้แค่น้ำเปล่าสะอาด ๆ เท่านั้น ด้วยวิธีการนำผ้ามาชุบน้ำแล้วเช็ดไปที่ยางปัด ห้ามใช้น้ำยาหรือสารเคมีใด ๆ ในการล้างยางที่ปัดน้ำฝนเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เสื่อมสภาพเร็วแล้วอาจะเสี่ยงการเกิดอันตรายเมื่อที่ปัดทำงาน จะทำให้ยางที่โดนสารเคมีเสียดสีกับกระจกเกิดความร้อนแล้วยางละลายติดกับกระจกจนทำให้ทัศนวิสัยในการมองผ่านทะลุกระจกลดน้อยลง
  1. หลีกเลี่ยงการจอดรถกลางแดดเป็นเวลานาน
    อย่างที่รู้กันอยู่ว่าวัสดุที่ใช้ปัดน้ำฝนเป็นยาง จะด้วยยางสังเคราะห์หรือยางธรรมชาติ เมื่อการที่ต้องเจอความร้อนจากแสงแดดอยู่บ่อย ๆ และเป็นระยะเวลานาน ก็สามารถทำให้เนื้อยางเกิดการเสื่อมสภาพได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนของเมืองไทยด้วยแล้ว คงไม่ต้องบรรยายถึงช่วงเวลานั้นว่ารู้สึกอย่างไร กับอุณหภูมิ 40 – 43 องศา ในเวลากลางวัน
  2. ห้ามยกที่ปัดน้ำฝนค้างไว้เป็นเวลานาน
    หลายต่อคนเข้าใจผิดว่าเวลาจอดรถตากแดดให้ยกก้านที่ปัดน้ำฝนขึ้น เพื่อช่วยรักษา ยางปัดน้ำฝน ไม่ให้เสื่อมสภาพเร็ว นั่นไม่ใช่เลยเป็นความคิดที่ผิดมาก เพราะการยกก้านที่ปัดน้ำฝนค้างไว้เป็นระยะเวลานานยิ่งทำให้ชุดที่ปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพเร็ว เนื่องจากการที่ยกที่ปัดน้ำฝนค้างไว้นาน ๆ จะทำให้สปริงที่ใช้ยึดและกดใบปัดน้ำฝนให้แนบกับกระจกเสื่อมสภาพและยืดออก จนทำให้ไม่สามารถใช้งานที่ปัดน้ำฝนต่อไปได้อีก ต้องเสียเงินซื้อชุดที่ปัดน้ำฝนทั้งชุด ทำให้สิ้นเปลืองมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า
  3. ใช้งานบ่อยและตรวจสภาพอยู่เป็นประจำ
    ที่ปัดน้ำฝนนอกจากจะใช้งานในการปัดน้ำฝนแล้ว ยังสามารถใช้ปัดฝุ่นสกปรกที่เกาะบนผิวกระจกในเวลาเช้า ๆ หรือช่วงเย็นเมื่อนำรถไปจอดในที่ทำงานหรือสถานที่ ที่มีการก่อสร้างแล้วฝุ่นผงก็ตกมาที่รถ เจ้าของรถสามารถกดใช้ที่ปัดพร้อมน้ำฉีดให้กระจกดูใสสะอาด รวมถึงตรวจเช็คสภาพของยางที่ปัดน้ำฝนไปในตัวได้อีกด้วย เพราะหากไม่เปิดใช้งานบ่อย ๆ ก็อาจทำให้ไมรู้ถึงสภาพของยางปัด ยังสามารถใช้งานได้ดีจริงหรือหรือแม้แต่ที่ฉีดน้ำมีอาการตันหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม เพราะมีผลต่อการมองเห็นในการขับรถ มิเช่นนั้นแล้วอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุก็เป็นได้

 

จะเห็นว่า ที่ปัดน้ำฝนที่หลาย ๆ คนปล่อยปะละเลยและไม่ให้ความสำคัญเพราะไม่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมได้ หากดูแลรักษาไม่ดี ก็สามารถส่งผลต่อการขับรถก็เป็นได้ จะดีกว่าไหมถ้าเจ้าของรถหันมาใส่ใจ ยางปัดน้ำฝน ถึงแม้จะไม่ใช่เทคโนโลยีที่ให้ความสะดวกสบาย แต่ก็เป็นอุปกรณ์ที่สามารถช่วยให้ลดการเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ หากใส่ใจและดูแลรักษาเป็นอย่างดี

More To Explore